[KHR!] VARIA x K-SME : My Cookie Boy

posted on 06 Nov 2011 14:38 by ichigo69 in fiction

 

 

**YAOI WARNING**

 

 

เนื้อหาภายในเอนทรี่นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชาย-ชาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

THE XS THEORY ~Special~

VARIA x K-SME : My Cookie Boy


note : แฟนฟิคเรื่องนี้เขียนขึ้นจากโฆษณา K-SME ในตำนาน ว่าด้วยเจ้าของร้านเบเกอรี่กับพนักงานกสิกร
แนะนำให้ดูคลิปนี้ก่อนอ่าน เผื่ออรรถรสสูงสุดจ้า
> http://www.youtube.com/watch?v=H5MdFnk-6_s <

credit : คุณ Black Coriander สำหรับไอเดียค่ะ
> http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=724779 <


ยาม เช้าตรู่ ภายในห้องครัวเล็กๆ ที่กรุ่นกลิ่นขนมปังอบใหม่ๆ แห่งร้านฉลามเบเกอรี่ สควอโล่บรรจงติดเม็ดช็อคโกแลตทรงกลมลงบนขนมปังขิงรูปคนขนาดใหญ่ที่เพิ่งอบ เสร็จร้อนๆ

"เสร็จแล้วโว้ย!!”

ชายหนุ่มอุ้มเจ้าก้อนแป้งน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ฉันให้เอ็งชื่อคุกกี้บอย ส่วนฉันเป็นป๊าของเอ็ง จำใส่กะโหลกที่มีแต่แป้งของแกซะนะ"

มัน ส่งยิ้มโง่ๆ แบบที่ขนมปังขิงรูปคนจะยิ้มให้เขาได้ นั่นทำให้บุรุษผมสีเงินยิ่งฉีกยิ้มจนแก้มแทบปริ อวดฟันเขี้ยวยาวยังกับจระเข้ ซึ่งแลดูห่างไกลจากรอยยิ้มอ่อนโยนของผู้เป็นพ่อที่มอบให้กับลูกนัก...

สค วอโล่กอดคุกกี้บอยอย่างหวงแหน เมื่อนึกถึงวันเวลาแสนสุขที่เขาจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าคุกกี้บอย หัวใจก็พองโตด้วยความตื่นเต้นจนแทบทนไม่ไหว

เขาจะสอนให้มันใช้ดาบ เขาจะพามันไปตระเวนรอบโลก และท้ายที่สุดเขาจะมอบร้านเบเกอรี่และตำแหน่งเทพกระบี่นี้ให้กับมัน (ว่าไปนั่น...)

ก่อนอื่นก็ต้อง...

“มาเถอะคุกกี้บอยคุง ป๊าจะพาไปแว๊นซ์"

ร่าง สูงโปร่งปั่นจักรยานคันเก่งไปยังตลาดใกล้ๆ หลังจากทุ่มเททรัพยากรในร้านสร้างคุกกี้บอยไปจนหมด เขาเลยไม่เหลืออะไรทำเบเกอรี่ขายหน้าร้าน

“จับแน่นๆ นะโว้ย ตกแตกมาป๊าไม่ซ่อมให้นะ"

คุกกี้บอยจับเอวเขาแน่น ตัวสั่นน้อยๆ แลดูน่าสงสาร

“ฮะฮะฮะฮะ~"

ชาย หนุ่มหัวเราะอย่างมีความสุข เรือนผมสีเงินเป็นประกายสยายไปตามสายลม นี่สินะความหมายของคำว่าชีวิต ลาก่อนชีวิตหนุ่มโสดอันโดดเดี่ยว ต่อไปนี้เขาจะทุ่มเทสร้างเนื้อสร้างตัวจากธุรกิจเบเกอรี่เพื่อมอบอนาคตที่ดี ให้กับคุกกี้บอยคุง!!

เด็ก ชายตัวน้อยที่กำลังเดินไปโรงเรียนอนุบาลพร้อมกับพี่ชายของเขาสังเกตเห็นชาย หนุ่มขี่จักรยานและมีขนมปังขิงรูปคนอันเบ้อเริ่มซ้อนท้าย แถมกำลังโบกมือมาให้อีกต่างหาก มาม่อนหันมองไปทางอื่นด้วยสายตาว่างเปล่าราวกับไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

“ชิชิชิ มาม่อน ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นอะไร—"

แล้วเบลเฟกอล พี่ชายของเขาที่ทักออกมาจนได้

“คนบ้าน่ะสิ อย่าไปมองนะ"

มาม่อนรีบดันเบลฟอกอลให้เดินผ่านไปเร็วๆ

สควอโล่อุ้มคุกกี้บอยให้ขึ้นนั่งบนบ่าขณะที่เดินเข้าไปในร้านวัตถุดิบเบเกอรี่ของเจ๊กะเทยถึกนางหนึ่ง

ระหว่าง เลือกซื้อของชายหนุ่มหน้าสวยก็ชี้นู่นชี้นี้ให้คุกกี้บอยดู พร้อมอธิบายเสียงเจื้อยแจ้วจนลุซซูเรีย เจ๊เจ้าของร้านมองตามตาปริบๆ

“คิดตังค์ดิ๊เจ๊!"

กะเทยสาวสะดุ้งโหยง เมื่อเสียงดังๆ ของสควอโล่กระชากสติเขากลับคืนมา

“อะ—เอ้อ" ลุซซูเรียหยิบเครื่องคิดเลขมากด "ว่าแต่อะไรอยู่บนบ่าน่ะ"

“คุกกี้บอยน่ะ เพิ่งอบเสร็จตอนตีห้า น้ำหนักแรกอบประมาณกิโลฯกว่าๆ"

เป็นประโยคที่ฟังดูคล้ายๆ เหมือนกำลังพูดถึงตัวอะไรสักอย่างยามแรกเกิด...หล่อนได้แต่พยักหน้าหงึกหงักราวเห็นดีเห็นงามด้วย แต่ใจจริงแล้วกลัวว่าหากพูดอะไรที่ไปขัดใจคุณชายท่านเข้าจะโดนตบปากเสียมากกว่า

เจ้า หนุ่มนี่ก็เป็นลูกค้าเขามานาน เห็นว่าเปิดร้านเบเกอรี่อยู่ใกล้ๆ นี้แต่ก็ยังไม่ได้มีโอกาสไปอุดหนุนสักที สงสัยช่วงนี้จะลูกค้าน้อยจนมีเวลามานั่งเล่นอะไรแผลงๆ อย่างนี้สินะ

“ไปล่ะ! คุกกี้บอยบ๊ายบายเจ๊เขาสิลูก!!”

ส่วนแขนของขนมปังขิงกระดิกโบกลาเจ๊กะเทยเจ้าของร้านด้วยท่วงท่าที่น่าเวทนาพอสมควร เศษขนมปังร่วงกราวลงมาบนเคาเตอร์...ลุซซูเรียกลั้นหายใจเฮือกพลางถอยหลังไปจนชิดกำแพงด้านหลัง

“ไปดีมาดีนะจ๊ะ"

ลุซซูเรียยิ้มเจื่อนๆ ให้พลางโบกมือตอบ

วัน เวลาผ่านไป สควอโล่และคุกกี้บอยดำเนินกิจการเบเกอรี่น้อยๆ ต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับคุกกี้คุง หลังปิดร้านในเย็นของทุกๆ วันเขาจะพาคุกกี้บอยไปเล่นที่สวนสาธารณะ

ในฐานะคนเป็นพ่อที่อยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นลูกผู้ชาย เขาจึงหัดให้คุกกี้บอยเตะฟุตบอล

ขาน้อยๆ ขยับเตะลูกฟุตบอลให้กลิ้งมาที่เขา สควอโล่แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะใส่เท้าเขี่ยลูกบอลกลับไปเบาๆ

“เตะแรงๆ สิ”

คุกกี้บอยขยับขาง่อยๆ เตะลูกบอล มันกลิ้งมาไกลกว่าเดิมสองเซนติเมตรไม่ขาดไม่เกิน เศษขนมปังกระจายว่อนเป็นที่น่าอนาถแก่คนดูที่พบเห็น...มันจะทรมาณไอ้ขนมปังขิงนี่ไปถึงไหนกันฟะ...

“เก่งมาก ลูกใครวะ! มาให้ป๊าจุ๊บที!!”

ภาพอันน่ารักอบอุ่นของคุณพ่อวัยหนุ่มและลูกชายตัวน้อยภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงสีส้มแสด...เป็น ภาพที่ชาวบ้านแถวนี้คุ้นเคยเป็นอย่างดี แม้ว่าเจ้าขนมปังขิงน่าอร่อยนั่นแทบจะทำส้นตีนอะไรไม่ได้ แต่สควอโล่ก็รักและเอ็นดูมันอย่างสุดขั้วหัวใจ

ออกกำลังกายเสร็จ สควอโล่กับคุกกี้บอยก็กลับมากินข้าวเย็นกัน

“กินนมเยอะๆ นะจะได้แข็งแรง"

ชายหนุ่มพูดกับขนมปังขิงอย่างอ่อนโยน มันยิ้มโง่ๆ ให้เขาหนึ่งทีก่อนจะกระดกนมเข้าไปทีเดียวหมดแก้ว

สค วอโล่มีความสุขเหลือเกิน ขนมปังขิงเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปให้กับเขา การได้ฟูมฟักดูแลคนๆ หนึ่งมันดีเช่นนี้นี่เอง เขาไม่ต้องการอะไรอีกต่อไปแล้วนอกจากอยู่กับคุกกี้บอยคุงอย่างนี้ตลอดไป

แต่ทว่า...เส้นทางชีวิตนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ...

วันหนึ่ง...

วัน นี้ฉลามเบเกอรี่ขายดีมากจากปกติที่ร้างโหรงเหรงไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต ชายหนุ่มดีอกดีใจเข้าไปอบขนมปังมาเพิ่มโดยฝากหน้าร้านให้คุกกี้บอยดูแลสัก ครู่

คุกกี้บอยลูกรักที่กำลังเตะบอลเล่นอยู่หน้าเคาเตอร์ก็พยักหน้าตกลงอย่างน่าเอ็นดูเป็นที่สุด...น่ารักจริงๆ ลูกรักของป๊า เดี๋ยวปิดร้านป๊าจะพาไปกินชาบูชินะจ๊ะ...

คิดได้ดังนั้นร่างสูงโปร่งก็หันไปขมักเขม้นอบขนมฮัมเพลงอย่างมีความสุข

แต่แล้วสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...

เอี๊ยดดด!!! กร๊อบ~!!

เสียงแปลกๆ แสลงหูดังขึ้นภายนอกร้าน สควอโล่ชะงักมือที่กำลังนวดแป้งอยู่ทันที เสียงแบบนี้...

ชายหนุ่มวิ่งออกไปหน้าร้านอย่างร้อนรน หัวใจเต้นโครมครามราวกับจะทะลุออกมานอกอก ขออย่าให้เป็นแบบที่เขาคิดเลย!!

ลูก ฟุตบอลของคุกกี้บอยในสภาพแบนแฟ่บตกอยู่หน้าร้าน พร้อมกับชาวบ้านมากมายที่ยืนห้อมล้อมอยู่ทั่วบริเวณ มือบางเอื้อมไปผลักหัวกบาลคนที่ยืนมุงอยู่หน้าร้านของเขาให้พ้นออกไป ก่อนจะแทรกตัวเข้ามาภายในวงล้อม แล้วดวงตาสีฟ้าใสก็พลันเบิกโพลง

“มะ—ไม่นะ"

ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำให้สควอโล่หน้าซีดเป็นไก่ไหว้เจ้า

คุก กี้บอยคุงของเขาบัดนี้กลายเป็นซากขนมปังกองอยู่บนพื้นถนน ชายหนุ่มทรุดกายลงกับพื้นอย่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรง รู้สึกเจ็บปวดจนกระทั่งจะร้องไห้ยังทำไม่ได้ ราวกับถูกผู้ร้ายดักตีหัวแล้วตื่นขึ้นมาอีกทีอยู่ในซ่องนางโลม (ซะงั้น)

มือ อันสั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปประคองชิ้นส่วนคุกกี้บอยขึ้นมาวางไว้บนผ้ากันเปื้อน เขาจ้องมองมันด้วยนัยน์เนตรที่ฉายแววปวดร้าว อีกมือหนึ่งสัมผัสปื้นรอยยางล้อรถที่ดริฟต์มาทับคุกกี้บอยลูกเลิฟของเขาจน แหลก อย่าให้รู้ป้ายทะเบียนนะเอ็ง!! พ่อจะสับให้แหลกเป็นพันชิ้น!!!

รังสี อำมหิตแผ่กระจายไปทั่วบริเวณจนผู้ชมที่มุงอยู่ตงิดว่าตนเองอาจจะกลายเป็น เหยื่ออารมณ์รายแรกของคุณพ่อผู้เศร้าโศกจากการเสียลูกชายก็เป็นได้

“เฮ้ยพวกแกน่ะ!”

เสียงห้าวตวาดลั่น เหล่าประชาชีสะดุ้งโหยงก่อนจะพร้อมใจกันถอยกรูด

“มาช่วยกันหน่อยสิโว้ย!!”

แม้ว่า น้ำเสียงจะดุดัน คำพูดจะก้าวราว แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความหวั่นไหวที่เจือปน ชายหนุ่มพยายามกลั้นสะอื้นก่อนจะก้มลงเก็บชิ้นส่วนคุกกี้บอยต่อ

แต่แล้วก็มีมือหนาประดับด้วยรอยแผลเป็นหยิบยื่นเข้ามาช่วย...

สควอโล่เงยหน้าขึ้นมองผู้ใจบุญที่มาช่วยเขาเก็บกู้ซากคุกกี้บอยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง...เอ่อ...รึเปล่าวะ?

บรรยากาศ แลดูมืดมนลงถนัดตา เมื่อเขาสังเกตถึงชายร่างสูงเบื้องหน้า ดวงหน้าหล่อเหลาครั่นคร้ามมีรอยแผลเป็นน่ากลัวพาดผ่าน แต่ก็ไม่ได้ทำให้องคาพยพบนใบหน้านั้นดูดีลงแม้แต่น้อย นัยน์ตาสีเลือดวาวโรจน์ดูมุ่งร้ายแปลกๆ

เมื่อชายหนุ่มสบตากับสควอโล่ เขาก็แย้มยิ้มสยองให้ เป็นเชิงว่าเห็นอกเห็นใจสควอโล่เป็นอย่างยิ่ง

“เอ่อ..ขอบใจนะ"

สค วอโล่ยิ้มน้อยๆ กล่าวขอบคุณอย่่างเขินๆ พวงแก้มกลายเป็นสีระเรื่อ จนผู้อยู่ในเหตุการณ์อดหมั่นไส้ขึ้นมาไม่ได้ เมื่อกี้เศร้าจะเป็นจะตาย ทีงี้มาทำอายม้วนต้วน!!

“หึ ไม่เป็นไรไอ้สวะ...ฉันแซนซัส แกล่ะชื่ออะไร?"

ชาย หนุ่มนิรนามแค่นเสียงตอบอย่างเหี้ยมเกรียม แล้วฟ้าก็ลั่นเปรี้ยง ผู้คนแตกฮือไปคนละทิศคนละทาง สถานที่แห่งนี้แลดูราวกับว่าแสงตะวันไม่อาจจะส่องมาถึงได้อีกต่อไปแล้ว

“สควอโล่"

“แกเป็นเจ้าของร้านนั่นสินะ”

“ใช่ นายล่ะทำงานอะไร"

“ผู้จัดการธนาคารใกล้ๆ นี้แหละ"

รอยยิ้มน่ากลัวจากชายแปลกหน้าคนนี้ทำให้สควอโล่หนาวยะเยือก

ดวงตาสีแซฟไฟร์ลอบมองบุรุษร่างสูงอย่างหวาดๆ...

ไม่ หรอกมั้ง แซนซัสออกจะใจดีเสียขนาดนี้ หน้าที่การงานก็ดี อุตส่าห์มาช่วยเขากับคุกกี้บอย คงไม่มีทางเป็นคนแบบนั้นไปได้หรอก แต่ตอนนี้ต้องรีบช่วยคุกกี้บอยเสียก่อนจะสายเกินไป!!

แซนซัส มองร่างโปร่งตรงหน้าอย่างพึงใจพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากแผลบ พอดีวันนี้รถเสียเลยต้องเดินมาหาอะไรกินแถวออฟฟิศไม่นึกว่าจะได้เจอของถูกใจ แถวๆ นี้ โอกาสประจวบเหมาะพอดี ตีเนียนไปเลยละกัน

“หุหุหุ"

ชาย หนุ่มสองคนส่งยิ้มให้กัน ภายใต้ท้องฟ้าที่ดำมืด ฟ้าร้องฟ้าลั่นกันเปรี้ยงปร้าง เหล่าผู้พบเห็นจึงตัดสินใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเป็นดีที่สุด...

ค่ำคืนนั้น สควอโล่ใช้เวลาทุ่มเทกับการซ่อมแซมเยียวยาคุกกี้บอยคุงอย่างสุดกำลัง โดยมีแซนซัสให้กำลังใจอยู่ห่างๆ

ดวงตา สีทับทิบแทะโลมไปตามร่างกายน่ารัญจวนของร่างโปร่งตรงหน้า เรือนผมสีเงินถูกรวบขึ้นสูงอวดลำคอขาวน่าซุกไซ้แท้ อยากจะตีตราฝากรอยรักไว้จนแทบทนไม่ไหว...

แต่ ฉลามหนุ่มก็หาได้รู้สึกตัวไม่ เขาก้มหน้าก้มตาทำแผลคุกกี้บอยจนไม่สนใจสิ่งอื่นใด ผ้าพันแผลพาดผ่านร่างกรุบกรอบของคุกกี้บอยจนแทบไม่เหลือที่ว่าง เรียกได้ว่าเป็นมัมมี่ขนมปังขิงเลยทีเดียว

"หายไวๆ ล่ะ เป็นลูกผู้ชายต้องเข้มแข็งโว้ย"

สควอโล่พูดด้วยเสียงสั่นเครือ

“เอ็งเป็นลูกป๊า ป๊าเชื่อว่าเอ็งต้องทำได้"

ภาย ใต้บรรยากาศอบอุ่นอันน่าซาบซึ้งนั้นเอง แซนซัสนั่งมองสควอโล่ละเมอเพ้อพกกับมัมมี่ขนมปังขิงอย่างเซ็งๆ คืนนี้เขาจะได้ฟัดมันมั้ยเนี่ย...

เวลา ผ่านไปจนย่ำรุ่ง แสงอาทิตย์ค่อยๆ แย้มเข้ามาผ่านหน้าต่างอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อภายในมีบุรุษร่างสูงที่มืดมนราวกับท้องฟ้ายามราตรีพำนักอยู่ด้วย แซนซัสเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

กึก...

มือ ภายใต้ผ้าพันแผลของคุกกี้บอยขยับดุ๊กดิ๊กอย่างน่าอเนจอนาถ แล้วดวงตาสีฟ้าก็ปรือขึ้นอย่างงัวเงีย ภาพคุกกี้บอยที่กำลังพยายามขยับเขยื้อนทำให้สควอโล่หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง

“ฟะ—ฟื้นแล้ว!!” สควอโล่ตะโกนเสียงดัง "ฟื้นแล้วโว้ย!!”

ชายหนุ่มเขย่าคอแซนซัสที่เพิ่งตื่นและกำลังทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่าคน

“ขอบใจนายมากนะแซนซัส"

สควอโล่เอ่ยอย่างจริงใจ มีไอ้คุกกี้บอยอะไรนั่นทำหน้าโง่ๆ อยู่ในอ้อมกอด คำขอบคุณฉันไม่ต้องการโว้ย!!

“ไอ้ฉันมันก็ไม่มีอะไรจะตอบแทนนอกจากคำขอบคุณนี่ล่ะ"

“อ๋อ...แกมีแน่"

แซนซัสเอ่ยเสียงเหี้ยม มือหนาพุ่งไปกระชากคุกกี้บอยผู้น่าเวทนาออกจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของสควอโล่ แล้วโยนมันไปไกลๆ อย่างไม่ใยดี

“เฮ้ย!!!”

“อยู่เฉยๆ ซะ ไม่งั้นฉันจะยิงไอ้ขนมปังนั่นให้กระจุยเป็นผงแป้ง"

“แก...นึกว่าจะเป็นคนดีซะอีก!!”

สควอโล่ตั้งตัวไม่ติดถอยกรูดไปจนชิดขอบโต๊ะ ชายเบื้องหน้าแสยะยิ้มเดินดุ่มๆ เข้ามาด้วยประสงค์จะทำมิดีมิร้ายเขาอย่างเห็นได้ชัด

“ดะ—เดี๋ยวเซ่!! ตามสคริปต์ในโฆษณามันต้องพาคุกกี้บอยไปเดินก่อนไม่ใช่เหรอวะ!!”

“ช่างหัวมันสิ"

บุรุษร่างสูงพูดเสียงเหี้ยม ก่อนจะรุกรานริมฝีปากของสควอโล่ด้วยจูบร้อนแรง

“อุ๊บ!!”

ไม่กี่นาทีต่อมา เสื้อผ้าของร่างโปร่งก็ปลิวตามคุกกี้บอยไป...

หลังจากเหตุการณ์นั้น คุกกี้บอยยัง (อุตส่าห์) มีชีวิตอยู่ แม้ว่าเกือบจะไม่รอดแล้วก็ตาม แต่ทว่าแซนซัสก็ยังคงใช้คุกกี้บอยเป็นข้อต่อรองในการเอาเปรียบเขาอยู่ร่ำไป

ใน ที่สุดแซนซัสก็ยอมให้เขาและคุกกี้บอยออกไปเดินที่สวนสาธารณะ ถึงจะเจ็บปวดที่ถูกคนใจร้ายย่ำยี แต่เขาก็อดยิ้มอย่างมีความสุขไม่ได้เมื่อเห็นคุกกี้บอยคุงหายดี ยามนี้เหลือเพียงส่วนหัวเท่านั้นที่ยังไม่หายสนิทดี

“เดินไปซะสิไอ้สวะ เดี๋ยวก็โยนให้ปลากินซะหรอก"

แซนซัส ขู่อย่างสยดสยอง ขนาดขนมปังขิงไม่มีกระดูกสันหลังให้หนาววาบยังสั่นงกๆ ด้วยความกลัวเมื่อมือนั้นดุนดันแผ่นหลังให้มันเดินไปข้างหน้า

“มาหาป๊ามาลูก อีกนิดเดียว"

ปลายทางคือสควอโล่ ชายหนุ่มผมเงินที่ดูสว่างเรืองรองผิดกับอีกฟากที่มืดมนอย่างเห็นได้ชัด...คิดได้ดังนั้นคุกกี้บอยก็ออกเดินด้วยความเร็วที่มากที่สุดเท่าที่ขนมปังขิงรูปคนจะเร็วได้

“สำเร็จแล้ว! เก่งที่สุดเลยคุกกี้บอยคุง!!”

ร่างโปร่งโอบกอดคุกกี้บอยอย่างปลื้มปีติ จนลืมความหายนะตรงหน้าไปชั่วคราว

แซนซัส ยืนมองคนตรงหน้าด้วยแววตาขุ่นเคือง แม้จะเซ็งสักปานใด แต่ก็ต้องยอมทำตามใจสควอโล่ ไม่งั้นเดี๋ยวมันทำหน้าบูดเป็นตูดในตอนที่เขากำลังกอดมันอีก

“เอาล่ะ หมดเวลาครอบครัวสุขสันต์แล้วไอ้สวะ กลับบ้าน!!"

ใต้แสงอาทิตย์อัสดง ชายหนุ่มสองคนกับขนมปังขิงก็พากันเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข...รึเปล่าไม่รู้ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป...เหรอ?

“ถอดเสื้อผ้าออกเร็วๆ ไอ้สวะ! ถ้าแกช้าหนึ่งนาที ฉันจะหักแขนไอ้คุกกี้นั่นออกทีละข้าง!!”

“รู้แล้วโว้ย!! ฉันถอดแล้ว อย่าทำคุกกี้บอยนะ!!!”

ร่างโปร่งปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนเองออกอย่างร้อนรน ทันทีที่มาถึงบ้านแซนซัสก็จับคุกกี้บอยยัดใส่ตู้ แล้วก็สั่งๆๆ เขาอยู่นั่นแหละ

ฮึก...คุก กี้บอย ป๊าทำทุกอย่างเพื่อเอ็งนะ เพื่ออนาคตของพวกเรา ผู้ชายใจร้ายคนนี้นอกจากจะขู่ฆ่าเอ็งวันละสามครั้งหลังอาหารและหาความดีไม่ พบแล้ว เขายังเป็นผู้จัดการแบงค์ที่ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับเราได้...ป๊ารักเอ็งคุกกี้บอย

แล้วสควอโล่กับคุกกี้บอยและแซนซัสก็อยู่ด้วยกันตราบนานเท่านาน...

จบ (ซะทีเถอะ)


Comment

Comment:

Tweet

ฮึก ฮึก ซึ้งจริงๆ=w=;; (กรุณามองหน้า)

#1 By Tingrebellion (125.25.97.190) on 2011-11-07 15:57